วันเสาร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2560

บรรณานุกรม

บรรณานุกรม
ปรารถนา  บุตรอุดม  : ผลการจัดกิจกรรมสร้างความคิดสร้างสรรค์ตามแนวคิดของกิลฟอร์ดที่มีต่อผลสำฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถ ในการใช้ภาษาไทยอย่างสร้างสรรค์ ชั้นประถมศึกษาปีที่2 : 15 กุมภาพันธ์  2560.
นงเยาว์ คุณเที่ยง. (2560). ผลของการฝึกคิดแบบหมวกหกใบที่มีต่อความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นปรถมศึกษาปีที่5: 15กุมภาพันธ์
มาลินี ศรีวรการ:(2560).พัฒนาการอ่านภาษาไทยให้คล่องของนักศึกษาชั้นปีที่1ปีการศึกษา2555: 17มีนาคม
ณรงค์ กาญจนะ.(2553).เทคนิคและทักษะการสอนเบื้องต้น เล่ม 1.    พิมพ์ครั้งที่ 2 .กรุงเทพฯ : จรัลสนิทวงศ์การพิมพ์: 17มีนาคม 2560.
กระทรวงศึกษาธิการ.(2551).หลักสูตรการศึกษาประถมศึกษา  พุทธศักราช 2551.กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
กล่อมจิตต์    พลายเวช.(2545). หนังสือสำหรับเด็ก.พิมพ์ครั้งที่2.กรุงเทพฯ:บรรณกิจ.
เยาวลักษณ์    อินทรมาตย์.(2550). ศึกษาการพัฒนาการคิดเชิงเหตุผลของเด็กปฐมวัยโดยการจัดกิจกรรมศิลปะประดิษฐ์สำหรับชั้นอนุบาล.กรุงเทพฯ:บรรณกิจ.





บทที่5

บทที่5
สรุปผล  อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ

การวิจัยเรื่อง ปัญหาการอ่านออกเสียงมาตราตัวสะกด
ของนักเรียนระดับชั้น ป. 4 วิชา ภาษาไทย โรงเรียนบ้านยางครก อำเภออมก๋อย  จังหวัดเชียงใหม่
จำนวนทั้งหมด 20  คน โดยมีกลุ่มตัวอย่าง5คน

วัตถุประสงค์
1.เพื่อพัฒนาให้นักเรียนที่ได้รับการสอนสามารถอ่านออกเสียงได้ชัดเจนขึ้น
2เพื่อให้นักเรียนที่ได้รับการสอนสามารถอ่านออกเสียงคำในมาตราตัวสะกดได้อย่าถูกต้องชัดเจน
ขอบเขตของการวิจัย
1.ขอบเขตด้านการดำเนินงาน ทำการวิจัยในเนื้อหาเรื่อง ปัญหาการอ่านออกเสียงมาตราตัวสะกด ประชากรของการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  อำเออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่  ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559 จานวน20คน
2.กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  โรงเรียนบ้านยางครก อำเอ อมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559  จำนวน5 คน

สมมติฐานการวิจัย
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ จากโรงเรียนบ้านยางครกมีความสามารถในการอ่านออกเสียงมาตราตัวสะกดจากสื่อรูบิคและการร้องเพลง และบัตรคำ

สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
 1.การหาค่าประสิทธิภาพของกระบวนการ E1 และประสิทธิภาพของผลลัพธ์ E2
  โดยใช้สูตรดังนี้
  2.  การหาค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน

 2 การหาค่าประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1 )
                สูตร  E1 = Σx1              x 100     เมื่อ E1          คือ ประสิทธิภาพของใบงาน
               NxA                  

  Σx1   คือ คะแนนรวมของใบงาน  
                                                         A     คือ คะแนนเต็มของใบงาน
                                                         N     คือ จำนวนนักเรียน

  การหาค่าประสิทธิภาพของผลลัพธ์ ( E2 )
สูตร  E2 = Σx2    x 100     เมื่อ E2          คือ ประสิทธิภาพของผลลัพธ์
               NxB                   
                             Σx2   คือ คะแนนรวมของแบบทดสอบหลังเรียน
                            B     คือ คะแนนเต็มของแบบทดสอบหลังเรียน
                                                                N     คือ จำนวนนักเรียน
2   การหาค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ก่อนเรียน
จากสูตร     
 คือ ข้อมูล ( ตัวที่ 1,2,3…,n)
   คือ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต
 คือ จำนวนข้อมูลทั้งหมด
3ดัชนีค่าประสิทธิผล Ei
ดัชนีค่าประสิทธิผล  ร้อยละของผลรวมของคะแนนหลังเรียน-ร้อยละของผลรวมคะแนนก่อนเรียน
                      100-ร้อยละของผลรวมคะแนนก่อนเรียนทุกคน
สรุปผลการวิจัย
อภิปรายผล  จากการทำวิจัย เรื่อง “ปัญหาการอ่านออกเสียงมาตราตัวสะกด ”ทำให้นักเรียนระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนในรายวิชา ภาษาไทย ในหน่วยการเรียนรู้ที่1การอ่าน มาตราตัวสะกด  มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการอ่านเพิ่มสูงขึ้นจากการทำข้อสอบก่อนเรียนและหลังเรียนพบว่าหลังเรียน นักเรียนสามารถอ่านได้และทำความเข้าใจในเรื่องมาตราตัวสะกดได้ดียิ่งขึ้น

ข้อเสนอแนะ
                   ข้อเสนอแนะ เพื่อนำผลวิจัยไปใช้ ดังนี้
1.             ควรให้นักเรียนได้ทำกิจกรรม โดยการฝึกอ่านร่วมกัน  และสอบอ่านเป็นรายบุคคล
2.             ควรเน้นที่กิจกรรมของสื่อการสอนเพื่อสร้างความเพลิดเพลินสนุกสนานตามไป
3.             ควรให้เด็กนักเรียนออกมาฝึกอ่านออกเสียงหน้าห้องเพื่อแสดงความกล้าแสดงออกในการอ่าน
     ข้อเสนอแนะในการทำนำวิจัยครั้งต่อไป
       1. ควรมีการวิจัยในเรื่องของทักษะในการอ่าน

       2 ควรมีการใช้สื่อการสอนที่หลากหลายกว่านี้

บทที่ 4

บทที่ 4
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล

การวิจัยเรื่องปัญหาการอ่านออกเสียงมาตราตัวสะกด สามารถวิเคราะห์ได้ ดังนี้
สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
ในการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการทดลองและแปลความหมายของผลการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกัน ผู้วิจัยจึงกำหนดสัญลักษณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
การกำหนดเกณฑ์การหาค่าประสิทธิภาพ ดังนี้
  เนื้อหาวิชาความรู้ต่างรวมถึงทักษะต่างๆ มีเกณฑ์การกำหนดแบบมาตราฐาน คือ 80/80
 การคำนวณหาประสิทธิภาพ คือ การหาค่าประสิทธิภาพของกระบวนการ E1 และประสิทธิภาพของผลลัพธ์ E2
โดยมีการเก็บข้อมูลดังนี้
ชื่อ-สกุล
ชั่วโมง
รวม
เปอร์เซ็นต์
ก่อนเรียน
หลังเรียน

1-2
3-4
5-6
. เด็กหญิง วีรยา  ลั่นทมทอง
16
17
18
51
85%
9
9
. เด็กชาย วรากร  เทพวงศ์  
16
17
18
51
85%
12
19
. เด็กหญิง อังคณา ทัตไชย   
17
17
18
52
86%
10
18
. เด็กชาย สุรเชษฐ์  มิตรจอง 
17
18
18
53
88%
12
19
. เด็กหญิง เกวลิน  ทีระวงค์  
16
18
19
53
88%
13
18


    การหาค่าประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1 )
สูตร  E1 = Σx1   x 100     เมื่อ E1          คือ ประสิทธิภาพของใบงาน
               NxA                  

  Σx1   คือ คะแนนรวมของใบงาน  
                                                         A     คือ คะแนนเต็มของใบงาน
                                                         N     คือ จำนวนนักเรียน
Σx= 260 , A = 60 , N = 5
แทนค่า  E260 x 10
                 5x60
                    = 260 x 100
            300
            = 86.6
ดังนั้น ค่าประสิทธิภาพของใบงาน  E1 = 86.6

การหาค่าประสิทธิภาพของผลลัพธ์ ( E2 )

สูตร  E2 = Σx2    x 100     เมื่อ E2          คือ ประสิทธิภาพของผลลัพธ์
               NxB                   
                             Σx2   คือ คะแนนรวมของแบบทดสอบหลังเรียน
                            B     คือ คะแนนเต็มของแบบทดสอบหลังเรียน
                                                                N     คือ จำนวนนักเรียน
Σx= 83 , A = 20 , N = 5

แทนค่า  E83 x 100
              5x20
                 =  83 x 100
           100
        = 83
ดังนั้น ค่าประสิทธิภาพของผลลัพธ์  E2 = 83


    การเปรียบเทียบค่าประสิทธิภาพกับค่าผลลัพธ์  E1 / E2   จะได้เท่ากับ 86.6/83
แสดงว่านวัตกรรมมีประสิทธิภาพ โดย ได้ผ่านเกณฑ์การพิจารณาที่กำหนดไว้ คือ 80/80

   การหาค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ก่อนเรียน
จากสูตร     
 คือ ข้อมูล ( ตัวที่ 1,2,3…,n)
   คือ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต
 คือ จำนวนข้อมูลทั้งหมด
หาค่า  = 92+122+102+122+132
 = 81 +14 4 + 100 + 144 + 169
 = 638
หาค่า  = 9+ 12 +10 + 12 + 13
 = 56
 = 562
 = 3136
 = 5
            
 แทนค่า  
S.D. = 5(638)-3136
                    5(5-1)
          = 3190-3136
                      20
          = 54
              20
          = 2.7 
 รากที่ 2 ของ 2.7 = 1.643


หลังเรียน
 x  คือ ข้อมูล ( ตัวที่ 1,2,3…,n)
  คือ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต
 คือ จำนวนข้อมูลทั้งหมด
หาค่า  = 92+192+182+192+182
 = 81 +361 + 324+ 361 + 324
 = 1451
หาค่า  = 9+ 19 +18 + 19 + 18
 = 83
 = 832
 = 6889
 = 5
   แทนค่าในสูตร
                      S.D. = 5(1451)-6889
                                         5(5-1)
                                 = 7255-6889
                                            20
                                 = 366
                                      20
                                 = 18.3
 รากที่ 2 ของ 18.3 = 4.277

จากค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน พบว่าก่อนเรียน มีค่าเท่ากับ 1.643  และหลังเรียนมีค่าเท่ากับ 4.277 มีความแตกต่างกันระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนอย่างมีนัยสำคัญเท่ากับ 2.634
ซึ่งแสดงว่าจากนวัตกรรมการสอนระหว่างเรียนมีประสิทธิภาพสูงขึ้น

ดัชนีค่าประสิทธิผล Ei
ดัชนีค่าประสิทธิผล  ร้อยละของผลรวมของคะแนนหลังเรียน-ร้อยละของผลรวมคะแนนก่อนเรียน
                      100-ร้อยละของผลรวมคะแนนก่อนเรียนทุกคน

แทนค่า   จากสูตร
                  =    83-56
                        100-56
                 =     17
                         44
                 =     0.386
สรุป
จากการหาค่าประสิทธิผลของคะแนนหลังเรียนกับก่อนเรียน สรุปได้ว่ามีประสิทธิผล  เนื่องจากได้คะแนน  0.386 ซึ่งผ่านเกณฑ์การให้คะแนนประสิทธิผล


ทักษะการแสวงหาความรู้
ชื่อ-นามสกุล
คะแนนรูบิค
เด็กชายวรากร      เทพวงศ์
3
เด็กชายชาเมษฐ      หมอกใหม่
3
เด็กชายฤทธิพร    แก้วประเสริฐ
2
เด็กชายศรันย์ชัย สิทธ์คงชนะ
2
เด็กชายสุรเชษฐ์       มิตรจอง
3
เด็กหญิงธาราลักษณ์  ทิวพนา
3
เด็กหญิงกนกพรรณ ทานุตัน
3
เด็กหญิงนิศามณี  บรรพคํ้าจุน
2
เด็กหญิงอังคณา ทัตไชย
3
เด็กหญิงปิยรัตน์ รู้ดี
2
เด็กหญิงพรพรรณ คีรีสีคราม
3
เด็กหญิงพรสวรรค์ จะแก
2
เด็กหญิงพิมพ์ผกา สุวรรณโณ
1
เด็กหญิงเมทินี  สูงเทียมเมฆ
3
เด็กหญิงวราพร   พยุงดาวเรือง
2
เด็กหญิงวีรยา   ลั่นทมทอง
1
เด็กหญิงสุนาลักษณ์  บุญนิตย์
3
เด็กหญิงสุวนันท์   คำพุทธ
2
เด็กหญิงสุวพิชชา   ชัยวารี
3
เด็กหญิงปลายฟ้า  ธรรมธนากุล
3


                                                  ระดับคะแนน 3 ดี   มีจำนวนนักเรียนเท่ากับ 11 คน
                                                  ระดับคะแนน 2 พอใช้ มีจำนวนนักเรียนเท่ากับ 7 คน
                                                  ระดับคะแนน 1 ปรับปรุง มีจำนวนนักเรียนเท่ากับ 2  คน